แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการสอน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design)

           

         
           การออกแบบการสอนเป็นวิธีการระบบ   เพื่อการวิเคราะห์, การออกแบบ, การพัฒนา, การดำเนินการให้เป็นผล และการประเมินผลของสารปัจจัย และกิจกรรมการเรียน
          การออกแบบการสอนมุ่ง หมายเพื่อวิธีการสอนที่ยึดถือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าวิธีการที่ยึดถือผู้สอนเป็นศูนย์กลาง  จนกระทั่งการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลเกิดขึ้นได้นี่หมายความว่าจะต้อง ควบคุมกำกับการองค์ประกอบการสอนทุกชนิดด้วยผลลัพธ์ทางการเรียนซึ่งได้รับการ วินิจฉัยภายหลังการวิเคราะห์ความต้องการ(ความจำเป็น)ของผู้เรียน อย่างต่อเนื่องสมบูรณ์
        การออกแบบ (Design)   เป็นกระบวนการของมนุษย์ทางด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการยกระดับความสามารถของตนเอง เพื่อดำเนินกิจกรรมใด ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมและความต้องการ  การออกแบบจึงเป็นกระบวนการที่มีเหตุผลเป็นตรรกะ และมีลำดับขั้น จุดมุ่งหมายของการออกแบบก็เพื่อแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยพิจารณาจากความต้องการ เพื่อกำหนดรายละเอียดของระบบใหม่  การออกแบบระบบการเรียนการสอนถือว่า เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีกระบวนการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำระบบการเรียนการสอนไปใช้กับผู้เรียนให้เกิดการเรียน รู้อย่างมีประสิทธิภาพ

        สำหรับการออกแบบการเรียนการสอน (ID - Instructional Design)  นักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้หลายประเด็น

        Instructional Design is a Reality คือ การออกแบบการเรียนการสอนเป็นกระบวนการของความจริงซึ่งสามารถพิสูจน์ได้  ทั้งระบบการเรียนการสอนมาจากเหตุและผลบนพื้นฐานของความจริง

         Instructional Design is a Process คือ การออกแบบการเรียนการสอนเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนโดยใช้วิธีการระบบตามหลัก การศึกษาและทฤษฎีการเรียนการสอน เพื่อออกแบบบทเรียนให้มีคุณภาพ  แต่ละขั้นตอนจึงมีความสัมพันธ์กันทั้งวัสดุการเรียนและกิจกรรมการเรียน  ในขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นขั้นตอนของการประเมินผล

        Instructional Design is a Discipline คือ การออกแบบการเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ที่เกี่ยวกับการวิจัยและทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างเป็นระบบและถูกต้อง

        Instructional Design is a Science คือ การออกแบบการเรียนการสอนเป็นวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนา การทดลองใช้ การประเมินผล และการบำรุงรักษา ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
  
       ส่วน คำว่า ระบบการเรียนการสอน (Instructional System) หมายถึง การจัดการเกี่ยวกับข้อมูลและการดำเนินการเกี่ยวกับการเรียนการสอน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบการเรียนการสอนนั่นเอง
  
        การพัฒนาการเรียนการสอน (Instructional Development) หมายถึง กระบวนการทดลองใช้บทเรียนในขั้นตอนของการออกแบบ

       เทคโนโลยีการเรียนการสอน (Instructional Technology) หมายถึง ระบบหรือเทคนิคที่ประยุกต์มาจากพฤติกรรม ความรู้ความสามารถ และทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางด้านการเรียนการสอน เทคโนโลยีการเรียนการสอนจึงมีความหมายเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์หรือการใช้ เครื่องมือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้

     การออกแบบการเรียนการสอน การพัฒนาการเรียนการสอนและเทคโนโลยีการเรียนการสอน จึงมีความสัมพันธ์กัน
          

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การระดมสมอง (BRAINSRORMING)


          

        การระดมสมอง เป็นเทคนิคการสอนที่ให้ความสำคัญกับการคิดอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการปฏิบัติจริง  กลุ่มผู้เรียนจะถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดในทุกแง่มุมเท่าที่เป็นไปได้ไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือไม่ก็ตาม  ผู้เรียนจะถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นว่าอิสระอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด
วัตถุประสงค์
1.          เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วยจินตนาการใหม่ ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่จะนำไปสู่การประเมินสรุปในระดับกลุ่ม
2.          เพื่อส่งเสริมให้คนที่ชอบการปฏิบัติ คิดนอกเหนือไปจากปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคิดในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ
3.          เพื่อให้ผู้เรียนได้หลุดออกจากปัญหาเมื่อเทคนิคการคิดแบบเก่า ๆ ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้
4.          เพื่อพัฒนาการคิดอย่างสร้างสรรค์
ข้อดี
1.          ผู้เรียนส่วนใหญ่ตื่นเต้นกับการแสดงออกอย่างอิสระอันเป็นลักษณะของการระดมสมอง
2.          สามารถพบทางออกของปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้มาก่อน
3.          สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้รับการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ข้อเสีย
1.          ผู้เรียนส่วนใหญ่พบความลำบากที่จะหลุดออกจากความคิดในทางปฏิบัติแบบเดิม ๆ
2.          คำแนะนำส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มีประโยชน์หรือคุณค่าอะไรเลย
3.          ในการสรุปจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น
การจัดสภาพแวดล้อม
1.           ห้องประชุมพร้อมกับกระดานไวท์บอร์ดเพื่อบันทึกความคิดเห็นอย่างรวดเร็วแบบหยาบ ๆ เพื่อนำไปสู่ช่วงของการถกปัญหาสนทนากลุ่ม
2.           ควรจัดให้เป็นโต๊ะประชุม หรือรูปครึ่งวงกลมเพื่อให้การถกประเด็นปัญหาเกิดขึ้นได้ทันทีหลังจากการระดมสมอง
ขั้นตอนการดำเนินการ
1.          ครูผู้สอนอธิบายขั้นตอนการดำเนินการ และเลือกผู้บันทึกเพื่อเขียนรายการข้อเสนอแนะจากกลุ่ม
2.          เมื่อมีการเสนอแนะข้อคิดเห็นให้เขียนบันทึกไว้บนกระดานให้ทุกคนเห็น
3.          กรณีมีข้อเสนอแนะที่จะต้องนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติก็ให้พิจารณาความคิดนั้นทันที

การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning)



นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการเรียนแบบร่วมมือไว้ดังนี้
                การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นนวัตกรรมทางการเรียนการสอนแพร่หลายมากขึ้น ตามลำดับโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการพัฒนาเทคนิควิธีขึ้นมากมายหลายรูปแบบ นักวิชาการของไทยหลายท่านได้รวบรวมไว้แล้ว บางท่านเรียกว่า การเรียนรู้แบบสหการ
                การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นวิธีการสอนแบบใหม่ที่นำมาใช้ในห้องเรียนกำหนดให้ผู้เรียนมีความสามารถต่างกันทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยปกติมี 4 คน เป็นผู้เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เวลาเรียนต้องร่วมมือกัน ผู้เรียนเก่งจะช่วยผู้เรียนอ่อน คะแนนเฉลี่ยเป็นของกลุ่ม ผลการเรียนของผู้เรียนจะพิจารณาเป็น 2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ตอนที่สองจะพิจารณาคะแนนสอบเป็นรายบุคคล การสอบทั้ง 2 ครั้ง ผู้เรียนต่างคนต่างสอบ (สุรศักดิ์  หลาบมาลา, 2531 : 4)
                จะเห็นได้ว่าการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการเรียนแบบกลุ่มที่เน้นให้สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนร่วมกัน การเรียนแบบร่วมมือนี้จะมีหลายรูปแบบมีวิธีการแตกต่างกันไปแต่จะมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน ผู้เรียนมีความเข้าในบทเรียนและส่งผลให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                รูปแบบของการเรียนแบบร่วมมือ
                รูปแบบของการเรียนแบบร่วมมือ แบ่งออกเป็น 8 รูปแบบดังนี้
                1. Student Teams Achievement Divisions (STAD) สมาชิกในกลุ่ม 4 คน ระดับสติปัญญาต่างกัน เช่น เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คนผู้สอนกำหนดบทเรียน ให้ผู้เรียนทั้งชั้น แล้วให้กลุ่มทำงานตามที่กำหนด ผู้เรียนในกลุ่มช่วยเหลือกันเด็กเก่งช่วยและตรวจงานของเพื่อนให้ถูกต้องก่อนนำส่งผู้สอนผู้เรียนต่างคนต่างทำข้อสอบแล้วเอาคะแนนของทุกคนมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม ผู้สอนจัดลำดับของคะแนนทุกกลุ่มปิดประกาศให้ทุกคนทราบ
                2. Team – Games – Tournament (TGT) จัดกลุ่มเช่นเดียวกับ STAD แต่ไม่มีการสอบทุกสัปดาห์ แต่ละทีมมีความสามารถเท่ากันจะแข่งขันตอบปัญหา มีการจัดกลุ่มใหม่ทุกสัปดาห์ โดยพิจารณาจากความสามารถของแต่ละบุคคล
                3. Team Assisted Individualization (TAI) สมาชิกของกลุ่ม 4 คน มีระดับความรู้ต่างกันใช้สำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 ผู้สอนเรียกเด็กที่มีความรู้ระดับเดียวกันของแต่ละกลุ่มมาสอนความยากง่ายของเนื้อหาวิชาที่จะสอนแตกต่างกัน เด็กกลับไปยังกลุ่มของตน แต่ละคนต่างทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทุกคนสอบข้อสอบ โดยไม่มีการช่วยเหลือกัน มีการให้รางวัลที่ทำคะแนนได้ดีกว่าเดิม
                4. Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) ใช้สำหรับวิชาอ่านเขียนและทักษะอื่น ๆ ทางภาษา สมาชิกในกลุ่มมี 4 คน มีพื้นฐานความรู้เท่ากัน 2 คน อีก 2 คนก็เท่ากันแต่ต่างระดับความรู้กับ 2 คนแรก ผู้สอนจะเรียกคู่ที่มีความรู้ระดับเท่ากันจากทุกกลุ่มมาสอนคะแนนของกลุ่มพิจารณาจากคะแนนสอบของสมาชิกกลุ่มเป็นรายบุคคล
                5. Jigsaw  ใช้สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 สมาชิกในกลุ่มมี 6 คน ความรู้ต่างระดับกันสมาชิกแต่ละคนไปเรียนร่วมกับสมาชิกของกลุ่มอื่น ๆ ในหัวข้อที่แตกต่างกันออกไปแล้วทุกคนกลับมายังกลุ่มของตน แล้วสอนเพื่อนในสิ่งที่ตนไปเรียนร่วมกับสมาชิกของกลุ่มอื่น ๆ      การประเมินผล เป็นรายบุคคลแล้วรวมเป็นคะแนนของกลุ่ม
                6. Jigsaw II สมาชิกในกลุ่มมี 4-5 คน ผู้เรียนทุกคนเรียนบทเรียนเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้ความสนใจในหัสข้อย่อยในบทเรียนต่างกัน ใครที่สนใจในหัวข้อเดียวกันจะไปประชุมกัน ค้นคว้าและอภิปรายแล้วกลับมาที่กลุ่มเดิมของตน แล้วสอนเพื่อนในเรื่องที่ตนเองไปประชุมกับสมาชิกกลุ่มอื่นมาผลการสอนของแต่ละคนเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มที่ทำคะแนนรวมได้ดีกว่าครั้งก่อนจะได้รับรางวัล
                7. Learning Together สมาชิกในกลุ่ม 4 5 คน ระดับความรู้แตกต่างกันใช้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 ผู้สอนทำการสอนทั้งชั้น เด็กแต่ละกลุ่มทำงานตามที่ผู้สอนมอบหมายคะแนนของกลุ่มพิจารณาจากผลงานของกลุ่ม
                8. Group Investigation สมาชิกในกลุ่มมี 2-6 คน แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นคว้า สมาชิกในกลุ่มแบ่งงานกันทั้งกลุ่ม เสนอผลงานหรือรายงานหน้าชั้น การให้รางวัลหรือคะแนนให้เป็นกลุ่ม